protect copy

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 8 Sweet Fangs








ฉันได้ยินเสียงคมเขี้ยวฝังลงบนคอของฉันอย่างแผ่วเบา ...ลำคอและร่างที่พราวไปด้วยหยดน้ำของฉัน
“อะ...” ฉันเกือบจะร้องออกมา แต่ก็กลั้นไว้ หวังว่าคงไม่มีใครอื่นอยู่แถวนี้ด้วยหรอกนะ
แล้วชินจิก็ดื่มเลือดจากฉัน มืองดงามประคองลำคอของฉันไว้อย่างอ่อนหวาน
และความเจ็บปวดนั้น...น่าแปลกเหลือเกินที่ฉันเริ่มคุ้นชินกับมันแล้ว...
ฉันเริ่มคุ้นเคยกับการฝังคมเขี้ยวของชินจิ ถึงเส้นขนทั่วร่างจะยังลุกเกรียว และทั้งร่างก็สะท้านและหวั่นไหวไม่ต่างจากครั้งแรก
แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งนั้นก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในหัวใจของฉัน ราวกับดอกไม้ที่แอบเบ่งบานในความเงียบใต้แสงเย็นเยียบของดวงจันทร์
มันคือความรู้สึกของฉัน
หัวใจของฉันรู้สึกอบอุ่น เพราะฉันรู้ว่าชินจิจะไม่ทำร้ายฉัน เขาจะไม่ฆ่าฉัน ฉันเป็นเพื่อนคนเดียวของเขา และเขาเพียงแค่ต้องการเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของตัวเองเท่านั้น
และแม้แต่ดอกไม้ที่งดงามที่สุดก็ยังต้องทำให้คนอื่นเจ็บปวดไม่ใช่เหรอ ? ชีวิตอื่นต้องตาย เปื่อยเน่า และผุพังเพื่อที่จะเป็นอาหารให้กับดอกไม้ และนั่นก็คือวิธีเกิดใหม่ของชีวิตพวกนั้น
ชินจิ...ฉันแค่อยากจะช่วยนาย
ใครล่ะจะอยากให้นายตายหรือหิวจนทรมาน ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก เพราะฉันเป็นเพื่อนที่ดีของนายไงล่ะ
แล้วเขาก็ดื่มเลือดจากฉัน...อีกครั้ง ร่างของเราอยู่ชิดกัน ชิดจนฉันเชื่อว่าหูที่ไวกว่ามนุษย์ของแวมไพร์จะต้องได้ยินเสียงหัวใจของฉันแน่ๆ
 ทว่าฉันรู้สึกยังไงกันนะ ? ผู้หญิงทั้งโลกก็อยากให้แวมไพร์กัดกันทั้งนั้นจริงๆ เหรอ ? ทำไมล่ะ ?
“แบบนั่นล่ะ เด็กน้อย” ชินจิถอนคมเขี้ยวชั่วครู่เพื่อบอกกับฉัน ก่อนที่เขาจะฝังคมเขี้ยวลงไปในรอยเดิมและเสพย์เลือดของฉันอย่างหลงใหล ทำให้ฉันรู้สึกราวกับดอกไม้กลีบบางที่ถูกปลิดออกมา เพื่อที่จะถูกปล่อยให้ปลิวคว้างไปในสายลมของเวลากลางคืน
ว่าแต่เขาเรียกฉันว่า เด็กน้อยงั้นเหรอ ? ทั้งที่อายุเท่ากันแต่เขากลับเรียกฉันแบบนั้น ? แต่ก็ไม่ผิดเลย แวมไพร์อย่างเขาถึงจะดูอายุอ่อนเหมือนฉัน ทว่าเขาก็มีชีวิตอยู่มาเป็นร้อยปีแล้วนี่นะ แต่ถ้าจะให้เรียกเขาหรือว่าปู่หรือทวดเพื่อให้สมกับอายุของเขา มันก็ไม่ใช่อีกนั่นล่ะ เพราะเขาดูอายุเท่าๆ ฉันจริงๆ และที่สำคัญยังหน้าตาหล่อเหลาแบบเกินธรรมดาอีกด้วย
ชีวิตยาวนานชั่วนิรันดร์ของแวมไพร์ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงดอกหญ้า ดอกหญ้าน่ะเบ่งบานอยู่ในทุ่งหญ้าเพียงแค่สองสามวัน แล้วเมื่อมันร่วงโรยไปสถานที่นั้นก็ไม่รู้จักมันอีก แม้แต่สายลมสายเดิมก็ยังจำดอกหญ้าดอกนั้นไม่ได้
ฉันเป็นแค่ดอกหญ้า เป็นแค่เวลาแสนสั้นเมื่อเทียบกับชีวิตแวมไพร์ที่ราวกับจะเป็นนิรันดร์
...ได้ยินเสียงกลืนเลือด...
...แวมไพร์กำลังดื่มเลือดของฉัน...
“ชิน...จิ...” ฉันเรียกเขาด้วยเสียงขาดห้วง วันนี้ฉันคงไม่ควรมาซ้อมว่ายน้ำจริงๆ เพราะแค่เขาดื่มเลือดฉันไปได้นิดเดียว ฉันก็มึนตื้อไปหมดแล้ว ร่างกายก็ไร้เรี่ยวแรง จนในที่สุดแขนของชินจิก็ต้องเคลื่อนมารั้งร่างของฉันไว้จากใต้น้ำ
“ฉันชอบเลือดของเธอเหลือเกิน” เขากระซิบบอกฉัน “ชอบสี ชอบกลิ่น ชอบความอบอุ่นของมัน และทุกอย่าง”
ฉันหลับตาลงแล้ว ก่อนปิดเปลือกตาฉันเห็นแววตาอ่อนโยนของชินจิที่มองมาราวกับส่งฉันเข้านอน
“ ขอมอบเลือดของเธอให้กับฉันตลอดไปนะ”
...ส่งฉันให้หลับฝันถึงสิ่งที่สวยงาม
...ดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไป...
 “ยูกะ”


ไกลออกไปในความมืด ฟูมิตกตะลึง แข็งไปทั้งร่างเมื่อมองไปเห็นชินจิและยูกะที่ขอบสระน้ำ
พวกเขากำลัง...?
ไหนยูกะบอกว่าไม่ได้ชอบเขาไง ? แล้วทำไมชินจิถึงกำลังกอดยูกะอยู่ล่ะ  ทั้งสองดูสนิทกันมากกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก
ยูกะเป็นเพื่อนสนิทของเธอไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมยูกะต้องหลอกเธอด้วย ??
  แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมยูกะถึงต้องเตือนเธอไม่ให้ยุ่งกับชินจิ เพราะยูกะต้องการจะเก็บชินจิไว้คนเดียวสินะ แล้วทำไมถึงไม่ยอมบอกอะไรเพื่อนอย่างเธอเลย
แบบนี้นี่เองเหรอเพื่อนสนิทของฉัน เห็นหน้าตาเธอใสซื่อ แต่ที่จริงเธอร้ายไม่ใช่เล่นเลยนะ ยูกะ !


เช้านี้เป็นเช้าวันเสาร์ ฉันก็เลยไม่ต้องไปโรงเรียน
ไม่ได้เจอชินจิสองวันเขาจะเป็นยังไงบ้างนะ ? พอไม่เจอฉันก็รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกัน และในเมื่อเขาไม่เจอฉัน เขาจะหิวรึเปล่านะ ? แล้วเขาจะทำยังไง ?
จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาฉันรอดจากคมเขี้ยวของเขาในวันเสาร์อาทิตย์มาหลายครั้ง และวันจันทร์ฉันก็จะถูกดื่มเลือดมากกว่าปกติ แต่ความรู้สึกห่วงใยของฉันเพิ่มขึ้นในวันเสาร์นี้
ฉันเริ่มคิดถึงชินจิมากขึ้น และฉันกังวลว่าเขาจะเป็นยังไง
ฉันตื่นสายมาก อีกชั่วโมงเดียวก็จะเที่ยงวันแล้ว การได้นอนเต็มอิ่มคืนเดียวก็ทำให้ฉันกลับมารู้สึกสดชื่นเหมือนไม่เคยเสียเลือดให้แวมไพร์มาก่อนเลยล่ะ อาจจะเพราะฉันเป็นนักกีฬาและดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีก็ได้
ฉันกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ แล้วก็ดูแลตัวเองให้แน่ใจว่าได้รับโปรตีนในแต่ละวันอย่างเพียงพอ โดยโปรตีนส่วนใหญ่มาจากพืชมากกว่าเนื้อสัตว์เพราะฉันสงสารมัน และที่จริงการรักษาสุขภาพแบบนี้ก็ทำให้ปีหนึ่งฉันแทบไม่ป่วยเป็นอะไรเลยล่ะ แม้แต่นอนดึกฉันยังไม่ทำเลย ฉันมักจะนอนหัวค่ำเพื่อให้หน้าและผิวสดใสอยู่เสมอ
ฉันรีบเดินลงไปชั้นล่างของบ้านทั้งที่ยังอยู่ในชุดนอน ฉันหิวมากเลย และนั่นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเพราะเสียเลือดไปหลายครั้ง
แล้วฉันก็ต้องแปลกใจที่ฉันได้กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาจากในครัว ฉันไม่เคยได้กลิ่นอาหารแบบนี้ในบ้านของฉัน เพราะมันเป็นอาหารฝรั่ง ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นเหมือนที่ปกติบ้านเราปรุงกัน
แต่ร่างสูงที่ยืนอยู่นั่น !!!???
เป็นไปไม่ได้ !!??
 “ชินจิ !?” ฉันอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าคนที่ทำอาหารอยู่ในครัวคือเขา เขากำลังทำอาหารอยู่ในครัวของฉัน ในบ้านของฉัน ???
“อรุณสวัสดิ์ ยูกะ” เขาทักเมื่อหางตาของเขาลากมาเห็นฉันเข้า และเขานิ่งมองฉันที่อยู่ในชุดนอนชั่วครู่ ก็ทำให้ฉันหน้าแดง
 “น...นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง ?”
แต่แล้วเสียงคุณแม่ก็ทักฉันจากข้างหลัง “ยูกะตื่นแล้วเหรอจ๊ะ ตื่นสายจังเลยนะเด็กขี้เซา”
“คุณแม่ ?”
“ชินจิน่ะมาทำอาหารเตรียมไว้ให้หนูตั้งแต่เช้าแล้วนะ”
“เอ๋ ?”
ปะ...แปลกมาก !
“คุณแม่รู้จักกับชินจิได้ยังไงคะ !? แล้วชินจิรู้จักบ้านเราได้ยังไง  !!??” ฉันหันหน้าหันหลัง มองชินจิที มองคุณแม่ที
“แปลกใจอะไรเหรอจ๊ะ ?” คุณแม่อดหัวเราะไม่ได้ “งงว่าแม่รู้จักชินจิได้ยังนะเหรอ ก็เมื่อวันจันทร์ก่อนโน้นชินจิอุ้มหนูมาส่งที่บ้านไง เราก็เลยแนะนำตัวกัน
“อุ้มหนูมาส่งที่บ้าน ??” ฉันอ้าปากค้าง “ต...ตอนไหนคะ??”
“ก็วันที่หนูเป็นลมที่หลังโรงเรียนไง ชินจิบอกว่าหนูตกใจตัวบุ้งจนเป็นลมไปน่ะ”
หลังโรงเรียน ?
                นึกออกละ วันนั้นฉันหมดสติไม่ใช่เพราะตัวบุ้งแม้แต่นิดเดียว เพราะมันไม่มีบุ้งไงล่ะ มีแต่แวมไพร์ และวันนั้นก็เป็นวันแรกที่ฉันถูกชินจิกัดแล้วหมดสติไป แต่ฉันลืมนึกไปเลยว่าฉันกลับบ้านมาได้ยังไง
“แล้ววันนั้นนายพาฉันมาส่งถูกบ้านได้ยังไง ?”
“ก็ฉันถาม เธอก็บอกทั้งที่สะลึมสะลืออยู่แบบนั้นล่ะ” ชินจิยิ้ม
นี่ฉันบอกทางกลับบ้านตัวเองให้เขาถูกทั้งที่แทบไม่มีสติงั้นเหรอ ?  ฉันจำอะไรไม่ได้ซักอย่าง
“ละ...แล้ว...” ฉันชี้ไปที่กระทะหน้าเตา ชินจิกำลังทำสแครมเบิลเอ๊กหอมกรุ่น “วันนี้นายมาทำไมน่ะ ?”
“ชินจิอยากตอบแทนที่ลูกช่วยเหลือเขาในห้องเรียนไงล่ะ ก็เขาเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่นไม่ใช่เหรอ ?”
“อ้อ”
“นี่แน่ะ ยูกะ” แล้วคุณแม่ก็ลากมือฉันให้เดินออกไปจากห้องครัวเร็วเหมือนลมพัด พอมาหยุดไกลจากห้องครัวคุณแม่ก็แอบถามฉันอย่างตื่นเต้น
“ยูกะรู้มั้ย แม่น่ะตื่นเต้นจนหัวใจจะวาย เพื่อนใหม่ลูกทำไมถึงได้หล่อแบบนี้ล่ะ ?”
คุณแม่พูดไปตื่นเต้นไป “แถมยังมาทำกับข้าวรอหนูตื่นถึงบ้านอีก เขาเป็นแฟนหนูแล้วเหรอ ? หรือเขากำลังจีบยูกะลูกแม่อยู่นะ ?”
“แม่คะ มันไม่ใช่อย่างที่คุณแม่คิดเลยแม้แต่นิดเดียว”  ฉันพูดอย่างห่อเหี่ยว รู้สึกไม่อยากอธิบายให้แม่ฟังพอๆ กับฟูมินั่นล่ะ เพราะเรื่องประหลาดแบบนี้น่ะใครจะพูดได้ แวมไพร์ที่มาหาเหยื่อถึงบ้านและทำกับข้าวให้ ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ !!
“แต่ชินจิน่ะเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์จังเลยนะ หนูนี่ไม่เบาเลย ขนาดทำให้คนหล่อน่ารักแบบนี้มาทำกับข้าวให้ถึงบ้านได้ แสดงว่าลูกแม่ก็มีเสน่ห์ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ โฮะๆๆ" คุณแม่ยืดอกหัวเราะ
“คุณแม่” ฉันปราม
“ทำไมตอนพ่อหนูจีบแม่ไม่เห็นทำแบบนี้ให้แม่มั่งเลยนะ น่าอิจฉาหนูจริงๆ ยูกะ”
“แม่ขา เขาไม่ใช่แฟนหนูนะคะ”
“โอ๊ย ใครจะไปเชื่อ ฮ่าๆๆ”
“เค้าแค่ติดหนี้หนูเท่านั้นแหละค่ะ” ฉันตอบแม่ด้วยมุขเดิม
“หา ? นี่หนูมีเงินเก็บขนาดเป็นเจ้าหนี้ใครได้ด้วยเหรอจ๊ะ เห็นมีเงินเท่าไหร่ก็ใช้หมดนี่ ถึงจะสอบได้ที่หนึ่ง แต่วิชาเก็บเงินได้ศูนย์คะแนน ฮะๆๆๆ”
“คุณแม่ขา - -
เฮ้อ...ไม่ว่าจะคุยกับคุณแม่หรือคุยกับฟูมิก็ไม่ต่างกันเลย เหนื่อยเป็นบ้า !
ชินจิจัดอาหารสไตล์ฝรั่งเศสประยุกต์เสร็จแล้ว เขาดูเป็นมืออาชีพที่พิถีพิถันมาก ไม่ใช่แค่กลิ่นที่ชวนน้ำลายไหลเท่านั้น แต่ยังวิธีการจัดโต๊ะที่หรูหราโรแมนติกราวกับบรันช์ที่แสนอลังการอีกด้วย
บนโต๊ะมีแม้กระทั่งแจกันดอกไม้ แถมส้อมกับมีดยังถูกห่อไว้ในผ้าราวกับในภัตตาคารหรูอีกด้วย
“อาหารฝรั่งเศส ?” ฉันพูดขึ้นแบบงงๆ ตอนที่ชินจิปูผ้ากันเปื้อนบนตักฉัน
“ทำสุดฝีมือเลยล่ะ”
“มันดูเว่อร์” ฉันบอก “เอ่อ ขอโทษ ฉันหมายถึงน่ากิน”
แล้วฉันก็กินอาหารฝรั่งเศสฝีมือของชินจิ และ โอ ไม่อยากจะเชื่อเลย มันอร่อยที่สุดในโลกจริงๆ

 ติดตาม Vampire and I รักนายแวมไพร์ของฉันฉบับเต็มได้ที่พ็อตเก็ตบุ๊คหรือ E-Book นะคะ 
ขอบคุณค่ะ ^^